อาคารอาทรทิพยนิวาสน์ : ทัศนศิลป์


ห้องทัศนาภาพสะท้อนมองวิถี




แรกมีภาพถ่ายในสยาม 

        วิชาการถ่ายรูปนั้นได้เข้าถึงเมืองไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓ ซึ่งในสมัยนั้นคนไทยทั่วๆไป ยังถือการปั้นรูปถอดรูปว่าเป็นการทอนอายุให้สั้นลงจึงไม่มีผู้ใดเอาใจใส่จนถึงรัชกาลที่ ๔

หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล

                   การถ่ายภาพ เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่สะท้อนเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนได้ชัดเจนที่สุด แต่กลับไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มเข้ามาตั้งแต่สมัยใด สันนิษฐานว่า สังฆราชปาลเลอกัว เป็นผู้ที่นําวิชาถ่ายภาพเข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยเป็นคนแรกในสมัยรัชกาลที่ ๓ ส่วนช่างภาพชาวไทยคนแรก คือ พระยากระสาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) นับแต่นั้นมาวิชาการถ่ายภาพก็ได้เริ่มแพร่หลายเข้าสู่เมืองไทย

          กระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉายพระรูปร่วมกับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เพื่อพระราชทานให้ประธานาธิบดีแฟรงคลิน เพียร์ซ แห่งสหรัฐ อเมริกา การถ่ายภาพจึงเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง ภายหลังก็ปรากฏว่ามีการเปิดร้านรับถ่ายรูปของชาวต่างชาติชื่อ เอแซกเลอร์ และร้านของหลวงอัคนี้นฤมิตร (จิตร จิตราคนี) นับเป็นร้านถ่ายรูปรุ่นแรกในเมืองไทย

          ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถือเป็นยุคหนึ่งที่วิชาการถ่ายรูปได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยพระราชนิยมใน “การเล่นกล้อง” ทรงศึกษา ค้นคว้า ทดลองในเรื่องเหล่านี้ จนเชี่ยวชาญและสามารถปฏิบัติได้ด้วยพระองค์เอง ส่งผลให้เป็นกระแสความนิยมในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ จนเมื่อถึงงานฤดูหนาววัดเบญจมบพิตรได้ทรงเปิดร้าน ถ่ายรูปหลวงขึ้นเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังปรากฏว่าเคยมีการประกวดรูปถ่ายและการจัดแสดงภาพถ่ายจากผู้มีฝีมือด้วย




ฉายฉานความงามแห่งชีวิต

          “...บัดนี้ได้ส่งกล้องนั้นมา 6 กล้อง คือของเธอ 1 กล้อง ของหญิงกลาง 1 กล้อง หญิงน้อย 1 กล้อง นางเอิบ 1 กล้อง นางเอื้อน 1 กล้อง นางสดับ 1 กล้อง...”

          พระราชหัตถเลขารัชกาลที่ ๕ ถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ การเล่นกล้อง ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน ซึ่งปรากฏว่า หลายพระองค์มีความรู้และชํานาญเป็นอย่างดี เช่น พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอรประพันธ์รําไพ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภามักทรงถ่ายรูปพระญาติ และข้าหลวงเพื่อฝึกฝน อยู่เสมอเจ้าจอมเอิบ และเจ้าจอมเอื้อน เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถในทางเทคนิค การถ่ายรูป และสามารถล้างภาพได้ด้วยตนเอง




ห้องทัศนาราชภัสตราภรณ์

ทัศนาพัสตราภรณ์

จารีตประเพณี แบบแผนแห่งแพรพรรณ


          แม้ราชสํานักฝ่ายในจะมีโอกาสได้สัมผัสกับวัฒนธรรมตะวันตก นับแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ลงมา แต่ในอีก ด้านหนึ่งยังคงอยู่ในจารีตประเพณีอันเคร่งครัด โดยเฉพาะการแต่งกายที่ยังคงรูปแบบเดิมเฉกเช่นทุกรัชกาล ที่ผ่านมา ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนบางส่วนเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติงานและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การแต่งกายแบบขัตติยนารี ได้พัฒนารูปแบบขึ้น จากการนําเครื่องแต่งกายของสตรีชาวตะวันตกมา ผสมผสานกับรูปแบบเครื่องแต่งกายสตรีไทยโบราณโดยยังคงไว้ซึ่งความเป็นไทยและสวยงามตามสมัยนิยม

          การแต่งกายสีประจําวัน เป็นการแต่งกายโดยการนุ่งห่มสีตัดกันที่เชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องโชคลาง อันเป็นเอกลักษณ์ของสตรีในราชสํานัก การแต่งกายในพระราชพิธีโสกันต์จัดว่ามีความโดดเด่นเป็นพิเศษ ด้วยระเบียบแบบแผนอันเคร่งครัด ที่แฝงคติความเชื่อเรื่องการก้าวผ่านจากความเด็กสู่การเป็นผู้ใหญ่ จึงจําต้องมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อน

          การแต่งกายไว้ทุกข์ ในอดีตมีการกําหนดสือย่างชัดเจน คือ สีดํา สําหรับผู้มีอายุมากกว่าผู้ตาย สีขาว สําหรับผู้เยาว์หรืออ่อนกว่าผู้ตาย และสีม่วงหรือสีน้ำเงินแก่ สําหรับผู้ที่มิได้เป็นญาติเกี่ยวดองกับผู้ตาย แต่ประการใดแต่ทั้งนี้ก็อาจมีการปรับไปตามกาลสมัย



  • สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฉลองพระองค์แบบขัตติยนารีโบราณ (รูปซ้าย)
  • สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา ฉลองพระองค์ในพระราชพิธีโสกันต์ (รูปขวา)

สายธารวัฒนธรรม ลํานําความเป็นสมัยใหม่

          ในระยะหลังการแต่งกายของสตรีราชสํานักฝ่ายใน ได้เปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกอย่างเต็มตัว ซึ่งการแต่งกายมิใช้เฉพาะออกงานหรือถ่ายรูปเท่านั้นแต่เป็นการปรับให้เข้ากับการดํารงชีวิตประจําวัน โดยเฉพาะการหันมานุ่งชื่นแทนโจงกระเบน ตามพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๖ การสวมเสื้อไม่มีแขน และการนุ่งกระโปรงในสมัยรัชกาลที่ ๗ ซึ่งเป็นต้นแบบของการแต่งกาย สตรีในยุคนั้น

          การปรับเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกายของสตรีในราชสํานักเป็นภาพสะท้อนให้เห็นการผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก ที่แสดงให้เห็นบทบาท ของสตรีที่เพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นการเลือกสรรเครื่องแต่งกาย จึงเป็นเรื่องสําคัญยิ่งเพื่อให้นานาประเทศเห็น “ความศิวิไลซ์” “หม่อมเจ้าพร้อมเพราพรรณก็ทรงอยู่ในประเภทผู้หญิงที่รักสวยรักงาม ผ้าทรงโดยมาก ใช้ผ้ายกใหมแบบนุ่งโจงกระเบนและผ้าม่วงดอกฉลององค์ชั้นนอกแหม่มห้างแบดแมนเป็นผู้เย็บ ส่วนรองบาทนั้นมีทั้งหนังและแพรต่วนสีต่าง ๆ เข้ากับชุดเสื้อผ้าเย็บมาจากห้างยอห์นแซมสัน สวยไม่แพ้เกือกห้างวินเตอร์ ของประเทศอังกฤษ...”

หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล



ห้องพระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอาทรทิพยนิภา

พระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอาทรทิพยนิภา


          “ เสด็จองค์อาทรฯ ทรงกอปรไปด้วยพระเมตตา และทรงเป็นผู้นําที่เข้มแข็งเด็ดขาดเยี่ยงชาย ข้าราชบริพารในขพระตําหนักต่างครันคร้ามกันมาก แต่ขณะเดียวกันเขาเหล่านั้นก็เคารพรัก พระองค์ ศรัทธาและภักดีต่อพระองค์ท่านอย่างแน่นแฟ้น การเลี้ยงเด็กนั้นเป็นที่โปรดปรานมาก จึงเกิดโรงเรียนใต้ถุนพระตําหนักเสด็จองค์อาทรฯ เพื่อให้การศึกษากับเด็กๆเหล่านั้น”

ม.ร.ว. เบญจาภา (จักรพันธุ์) ไกรฤกษ์ ภริยาคุณศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ บุตรชายคุณพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์หรือตาหมูของเสด็จองค่อาทรฯ 


          พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว Her Royal Highness Princess Adorndipyanibha was a daughter of King Chulalongkorn (King Rama 5) กับเจ้าจอมมารดาชุ่ม (สกุลเดิม ไกรฤษ์) ประสูติเมื่อวันประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๒ มีพระขนิษฐา ร่วมพระมารดา คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุจิตรากรณี

          สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้รับการศึกษาตามจารีตประเพณี ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ออกนอกเขตพระราชฐานชั้นในบ่อยครั้งจึงทรงมีโลกทัศน์ที่กว้างขวางทันสมัยผู้หนึ่ง

          ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จมาประทับในสวนสุนันทา ด้วยความสนพระทัยในทางดนตรีและนาฏศิลป์จึงได้จัดตั้งวง เครื่องสายผสมและคณะละครขึ้นในที่ประทับนอกจากนี้ยังทรงจัดตั้งโรงเรียนขึ้นในบริเวณใต้ถุนตําหนักสําหรับเป็นที่เล่าเรียนของพระญาติและข้าหลวงในพระองค์



          ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง .ศ. ๒๔๗๕ จึงทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกไปประทับที่วังถนนราชวิถีนอกสวนสุนันทาหลังจากนั้นเป็นเวลา 5 ปี ทรงสร้างตําหนัก ขึ้นชื่อว่า ตําหนักทิพย์ วังใหม่นี้เป็นที่อุ่นหนาฝาคั่งผู้คนด้วยเหตุที่ตั้งอยู่ติดกับบ้านของพระญาติ อาทิ พระยาบุรุษ รัตนราชพัลลภ (เพิ่ม ไกรฤกษ์) และพระยาประเสริฐศุภกิจ (เพิ่ม ไกรฤกษ์)

          ในระยะหลัง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ wระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา ทรงมีพระศรัทธาในทางพระพุทธศาสนา เสด็จไป ทรงสดับพระธรรมเทศนาที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นประจํา ทรงช่วยเหลือกิจการของวัดอย่างสม่ำเสมอและทรงสร้าง กุฏิถวายพระสงฆ์ ซึ่งยังคงปรากฏภาพสลักนูนต่ําของพนะองคอยู่บริเวณหน้าคณะกุฏิในปัจจุบัน

         ในอวสานแห่งพระชนม์ชีพ ประชวรพระโรคพระวักกะพิการมาเป็นเวลานาน ครั้นวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ก็สิ้นwระชนม์ เวลา ๓ นาฬิกาเศษ โดยพระอาการสงบ ณ ตําหนักทิพย์ ถนนราชวิถีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดําเนินไปพระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๐๑ ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส


กลับ